คำถามที่พบบ่อย
ผลิตภัณฑ์ทีวีพานาโซนิค
(Panasonic TV)

■ ปัญหาการใช้งานทีวี Panasonic กับ อุปกรณ์

 

Q1: ใช้งานทีวีพานาโซนิครุ่น TH-43HX720T กับ Blu-ray player หรืออุปกรณ์อื่นๆ ผ่านช่องต่อ HDMI1 แล้วพบสีภาพเพี้ยน หรือทีวีไม่มีภาพ

A1: สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาณที่เข้ามาผ่านสาย HDMI กับโหมดฟอร์แมตสัญญาณ ไม่เหมาะสมกัน กรุณาเปลี่ยนการตั้งค่า HDMI ด้วยวิธีการตามด้านล่าง

  1. กดปุ่ม “MENU” ที่รีโมททีวี
  2. จากเมนูบนหน้าจอทีวี เลือก “เพิ่มเติม”
  3. ในเมนูการตั้งค่าทีวี เลือก “ติดตั้ง”
  4. เลือก “การตั้งค่า HDMI”
  5. เปลี่ยนฟอร์แมตสัญญาณจาก HDMI 2.0 เป็น “HDMI 1.4”

 

Q2: Android TV ไม่รับสัญญาณรีโมท หรือการสั่งงานรีโมททีวีไม่เสถียร (สามารถใช้งานได้บ้าง และใช้งานไม่ได้บ้าง) สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไร

A2: ในกรณีดังกล่าว สามารถแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

การตรวจสอบตัวรีโมททีวี

1. ทดสอบกดปุ่มที่รีโมททีวี ว่ามีไฟติดกระพริบที่ตัวรีโมททีวีหรือไม่ ในกรณีที่ไฟกระพริบที่รีโมททีวีเป็นสีแดง แสดงว่ารีโมททีวีสั่งงานด้วยอินฟราเรด (Infrared) และในกรณีที่ไฟกระพริบที่รีโมททีวีเป็นสีเขียว แสดงว่ารีโมททีวีสั่งงานด้วย Bluetooth

1.1 ในกรณีที่รีโมททีวีไม่ตอบสนอง ไม่มีไฟติดกระพริบที่รีโมททีวีเวลากดสั่งงาน ให้ถอดถ่านรีโมทออก และนำใส่กลับเข้าไปใหม่ หากยังไม่สามารถใช้งานได้ ให้ลองเปลี่ยนถ่านรีโมท

1.2 ในกรณีที่รีโมททีวีมีไฟติดกระพริบเวลากดสั่งงาน แต่ทีวีไม่ตอบสนองคำสั่ง อาจเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์ในทีวีของท่านอาจมีปัญหา โปรดติดต่อลูกค้าสัมพันธ์

พานาโซนิค รามอินทรา กม.9 โทร 02-729-9000 # 1

กรณีการสั่งงานรีโมททีวีไม่เสถียร

กรุณาเช็คความจุแบตเตอรี่ของรีโมทด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมท
  2. จากเมนูบนหน้าจอทีวี เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
  3. ในเมนูการตั้งค่า เลือก “รีโมทและอุปกรณ์เสริม”
  4. เลือก “TV BLE Remote”
  5. ในเมนู TV BLE Remote จะแสดงความจุแบตเตอรี่จองรีโมทเป็นเปอร์เซ็นต์

หากแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 40% อาจจะทำให้การสั่งงานรีโมททีวีไม่เสถียร จึงสามารถสั่งงานได้บ้าง และไม่ได้บ้างในบางครั้ง

 

Q3: ทีวีแอนดรอยด์ (Android TV) ทำงานผิดปกติ เช่น ทีวีค้าง ทีวีทำงานช้า

A3: สาเหตุมาจากระบบทีวีทำงานผิดปกติ กรุณารีเซ็ทระบบแอนดรอยด์ (Android) ดังขั้นตอนตามด้านล่าง

  1. กดปุ่ม “HOME” ที่รีโมททีวี
  2. จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
  3. ในเมนูการตั้งค่า เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
  4. เลือก “รีเซ็ท” (บรรทัดล่างสุด)
  5. เลือก “รีเซ็ท” อีกครั้งเพื่อยืนยัน
  6. เลือก “ลบทุกอย่าง”
  7. หลังจากนั้นให้ลองใช้งานทีวีใหม่อีกครั้ง

 

Q4: แอนดรอยด์ทีวี (Android TV) มีป้ายสาธิตการใช้งานฟังก์ชันแสดงแทรกขณะใช้งาน สามารถตั้งค่าปิดป้ายสาธิตการใช้งานฟังก์ชันตรงไหน?

A4: สำหรับการปิดป้ายสาธิตการใช้งานฟังก์ชัน จะต้องเปลี่ยนการตั้งค่าจาก “โหมดร้านค้า” เป็น “โหมดบ้าน” โดยวิธีการตั้งค่าดังนี้
1. สำหรับ Android TV Series GX650, GX750, HX600, HX605, HX650, HX720, HX750 และ JZ950

1.1 กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
1.2 จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
1.3 เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
1.4 เลือก “โหมดร้านค้า”
1.5 เลือก “บ้าน”

2. สำหรับ Android TV Series HS550

2.1 กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
2.2 จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
2.3 เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
2.4 เลือก “โหมดร้านค้า”
2.5 เลือก “ทำงานต่อ”
2.6 เลือก “ปิด”

3. สำหรับ Android TV Series JX700, JX800

3.1 กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
3.2 จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
3.3 ในเมนูการตั้งค่า เลือก “โหมดร้านค้า”
3.4 เลือก “ต่อไป”
3.5 เลือก “ปิด”

 

Q5: แอนดรอยด์ทีวี (Android TV) ช่องรายการดิจิตอลทีวีไม่เรียงช่อง ต้องปรับการตั้งค่าตรงไหน?
A5:
ต้องปรับการตั้งค่า LCN โหมด เพื่อให้รายการทีวีเรียงช่อง โดยวิธีการตั้งค่าดังนี้
1. สำหรับ Android TV Series GX650, GX750, HX600, HX605, HX650, HX720, HX750 และ JZ950

1.1 กดปุ่ม “SOURCE” ที่รีโมททีวี
1.2 เลือก “DVB-T/T2”
1.3 กดปุ่ม “Menu” ที่รีโมททีวี
1.4 เลือก “เพิ่มเติม”
1.5 เลือก “ทีวี”
1.6 เลือก “สวิทช์ LCN”
1.7 เลือก “เปิด”

2. สำหรับ Android TV Series JX700 และ JX800

2.1 กดปุ่ม “Menu” ที่รีโมททีวี
2.2 เลือก “การตั้งค่า”
2.3 เลือก “ช่องสัญญาณ”
2.4 เลือก “ช่อง”
2.5 เลือก “หมายเลขช่อง”
2.6 เลือก “เปิด”

3. สำหรับ Android TV Series HS550

3.1 กดปุ่ม “Menu” ที่รีโมททีวี
3.2 เลือก “การตั้งค่า
3.3 เลือก “ช่อง”
3.4 เลือก “LCN”
3.5 เลือก “เปิด”

 

Q6: มีแอนดรอยด์ทีวี (Android TV) 2 เครื่องและมีชื่อซ้ำกันแสดงขึ้นเมื่อจะจับคู่อุปกรณ์กับสมาร์ทโฟน สามารถเปลี่ยนชื่อของทีวีได้หรือไม่?
A6
: สามารถเปลี่ยนชื่อของทีวีได้ โดยมีวิธีการเปลี่ยนชื่อ ดังนี้

1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
2. จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
3. ในเมนูการตั้งค่า เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
4. ในเมนูค่ากำหนดอุปกรณ์ เลือก “เกี่ยวกับ”
5. เลือก “ชื่ออุปกรณ์”
6. เลือก “เปลี่ยน”
7. เลือก “ป้อนชื่อที่กำหนดเอง…”
8. ป้อนชื่อ แล้วกดที่ “→” เพื่อตกลง (สำหรับ Series HS550 ป้อนชื่อ แล้วเลือก “ถัดไป”)

 

■ ปัญหาการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันบนทีวี

 

Q1: การแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับทีวี กรณีที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของ Netflix ได้

A1: การตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

  1. ทดลองใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ บนทีวี เช่น YouTube ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่
  2. ทดลองใช้อุปกรณ์อื่นๆ เชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตเดียวกัน ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่

โหลดแอปพลิเคชัน Netflix อีกครั้ง

  1. บนหน้าจอแสดงข้อผิดพลาด เลือก "รายละเอียดเพิ่มเติม"
  2. เลือก "โหลด Netflix อีกครั้ง"
  3. ลองใช้ Netflix อีกครั้ง

 

หากอยู่ที่หน้าจอแสดง”ข้อผิดพลาด” ให้ทำดังนี้

  1. เลือก "รายละเอียดเพิ่มเติม"
  2. เลือก "ออกจากระบบ" หรือ "รีเซ็ต"

หากไม่พบ "ออกจากระบบ" ให้กดปุ่มตามลำดับดังนี้บนรีโมท: ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ขึ้น ขึ้น ขึ้น ขึ้น จากนั้นเลือก "ออกจากระบบ" "รีเซ็ต" หรือ "ปิดใช้งาน"

การรีสตาร์ทเครือข่ายภายในบ้าน

  1. ปิดหรือถอดปลั๊กสมาร์ททีวี (Smart TV)
  2. ถอดปลั๊กโมเด็ม (และเราเตอร์ไร้สาย หากเป็นอุปกรณ์ที่แยกต่างหากจากโมเด็ม) ออกจากช่องเสียบปลั๊กไฟเป็นเวลา 30 วินาที
  3. เสียบปลั๊กโมเด็มใหม่อีกครั้ง และรอจนกระทั่งไฟแสดงสถานะใหม่หยุดกระพริบ หากเราเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่แยกต่างหากจากโมเด็ม ให้เสียบปลั๊กและรอจนกระทั่งไฟแสดงสถานะใหม่หยุดกระพริบ
  4. เปิดสมาร์ททีวีขึ้นใหม่ แล้วทดลองใช้ Netflix อีกครั้ง

การติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

การติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการจะสามารถบอกได้ว่าโมเด็ม/เราเตอร์มีการตั้งค่าและทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่

 

Q2: ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน YouTube บนทีวีแอนดรอยด์ (Android TV) ได้ แต่สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Netflix และ แอปพลิเคชันอื่นๆได้

A2: เช็ควันที่และเวลาตรงกับปัจจุบันหรือไม่

  1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
  2. จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
  3. ในเมนูการตั้งค่า เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
  4. เลือก “วันที่เวลา”
  5. เลือก “วันที่และเวลาอัตโนมัติ”
  6. จากเมนูวันที่และเวลาอัตโนมัติ เลือก “ปิด”
  7. หลังจากนั้นให้ตั้งค่าวันที่และเวลาให้เป็นปัจจุบัน

เช็ค Version Software

  1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
  2. จากเมนูบนหน้าจอ เลือก “การตั้งค่า” (รูปเฟือง)
  3. เลือก “ค่ากำหนดอุปกรณ์”
  4. เลือก “เกี่ยวกับ”
  5. เลือก “การอัปเดตระบบ”
  6. หน้าจอจะแสดงข้อความ “กำลังตรวจหาอัปเดต” หากเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน หน้าจอจะขึ้น “ระบบของคุณเป็นปัจจุบันแล้ว” แต่ถ้าไม่ใช่เวอร์ชั่นปัจจุบันตัวเครื่องจะขึ้นให้กดอัปเดต

ตรวจสอบว่าทีวีสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่

ให้ทดลองเปลี่ยนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต Wi-Fi ไปใช้สัญญาณ Wi-Fi ที่รับจาก Hotspot ที่ปล่อยมาจากมือถือสมาร์ทโฟน หากใช้งานแอปพลิเคชันได้ตามปกติ ให้ทำการตรวจสอบและรีเซ็ตเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบและรีเซ็ทเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

  1. ถอดปลั๊กโมเด็ม (และเราเตอร์ไร้สาย หากเป็นอุปกรณ์ที่แยกต่างหาก) ออกจากช่องเสียบปลั๊กไฟเป็นเวลา 30 วินาที เสียบปลั๊กโมเด็มของคุณและรอจนกระทั่งไฟแสดงสถานะใหม่หยุดกระพริบ หากเราเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่แยกต่างหากจากโมเด็ม ให้เสียบปลั๊กและรอจนกระทั่งไฟแสดงสถานะใหม่หยุดกระพริบ
  2. หากแก้ปัญหาจากข้อที่ 1 แล้ว ยังไม่สามารถใช้งานได้ ให้ลูกค้าติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ลูกค้าใช้บริการ โดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ Reset NAP IP

 

Q3: ใช้งาน YouTube หรือ บางแอปพลิเคชัน บน Android TV เช่น Netflix แล้ว ภาพและเสียง ไม่สัมพันธ์กัน

A3: สาเหตุเนื่องจากแอปพลิเคชั่นมีการอัปเดต ดังนั้นคุณจะต้องทำการอัปเดตใน แอปพลิเคชันนั้นๆผ่าน Google Play Store ด้วยเช่นกัน โดยวิธีการอัปเดตแอปพลิเคชันสามารถทำตามได้ด้วยวิธีการตามด้านล่าง

  1. กดปุ่ม “HOME” ที่รีโมททีวี
  2. จากเมนูบนหน้าจอ เลือกแอปพลิเคชัน “Google Play Store”
  3. เลือก “สัญลักษณ์อักษรย่อชื่อผู้ใช้งานอีเมล” ทางด้านขวามือบนสุดของขอบจอทีวี
  4. เลือก “จัดการแอปและเกม”
  5. เลือก “การอัปเดต”
  6. เลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการอัปเดต
  7. เลือก “อัปเดต”

 

Q4: เมื่อใช้งาน Android TV 4K HDR ในการรับชมภาพยนตร์ที่มีคุณสมบัติ HDR ผ่านแอปพลิเคชัน Netflix แล้ว สีของภาพยนตร์มืดเกินไป สามารถปิดคุณสมบัติ HDR ได้หรือไม่?

A4: ทีวีไม่สามารถปิดคุณสมบัติ HDR ได้ แต่สามารถปรับการตั้งค่าภาพให้สว่างขึ้นได้ โดยวิธีการปรับการตั้งค่าดังนี้

1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมททีวี
2. เลือก “โหมดภาพ”
3. เลือก “ผู้ใช้”
4. เลือก “เพิ่มเติม”
5. เลือก “ภาพ”
6. เลือก “ความสว่าง” (ปรับแต่งเพิ่มความสว่างตามความต้องการ)

 

Q5: Panasonic Smart TV สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน Disney Plus Hotstar ได้หรือไม่?

A5: แอปพลิเคชัน Disney Plus Hotstar ไม่รองรับบน Panasonic Smart TV แต่รองรับใน Panasonic Android TV เนื่องจากแอปพลิเคชัน Disney Plus Hotstar รองรับระบบปฏิบัติการ บนทีวีที่เป็นระบบ Android 4.4 และ iOS 10.0 ขึ้นไป และ

เบราเซอร์ Chrome V75+, Safari V11+, Microsoft Edge V79+, Firefox, Android tv OS 7+, Chromecast (Gen2 + (Firmware 1.43+) และ Apple tv OS11+ (Gen 4+)

 

Q6: Panasonic Android TV สามารถส่งสัญญาณบลูทูธเสียงจากทีวีไปยังอุปกรณ์ภายนอก และรับสัญญาณบลูทูธเสียงจากอุปกรณ์ภายนอกมายังทีวีได้หรือไม่?

A6: Panasonic Android TV สามารถส่งและรับสัญญาณเสียงผ่านบลูทูธได้ โดยวิธีการใช้งาน ดังนี้

1. กดปุ่ม “Home” ที่รีโมทค้างไว้ จนแสดงหน้าแอปพลิเคชัน

2. เลือก “แอปพลิเคชัน Bluetooth Audio (สัญญาณเสียงจากบลูทูธ)”
( เฉพาะรุ่น Panasonic Android TV Series HX600, HX720, HX750, JZ950 ในปัจจุบัน)

2.1 โหมดส่งสัญญาณ (ส่งสัญญาณเสียงจากทีวีไปยังอุปกรณ์ภายนอก)

2.1.1 อุปกรณ์ภายนอกเปิดโหมดจับคู่อุปกรณ์
2.1.2 ทีวี เลือกชื่ออุปกรณ์เพื่อจับคู่อุปกรณ์ จากนั้นกด OK เพื่อจับคู่อุปกรณ์

2.2 โหมดรับสัญญาณ (รับสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์ภายนอกมายังทีวี)

2.2.1 อุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงภายนอกให้เปิดสัญญาณบลูทูธแล้วค้นหาทีวี
2.2.2 อุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงภายนอกและทีวีตรวจสอบรหัสการจับคู่ว่าตรงกันหรือไม่จากนั้นกด OK เพื่อจับคู่อุปกรณ์

หมายเหตุ : ยกเว้น Android TV Series HS550, GX650, GX750, JX700 และ JX800 ไม่รองรับสัญญาณเสียงบลูทูธจากอุปกรณ์ภายนอกมายังทีวี แต่สามารถส่งสัญญาณเสียงบลูทูธจากทีวีไปยังอุปกรณ์ภายนอกได้ โดยทำการเปิดโหมดจับคู่อุปกรณ์บลูทูธรับสัญญาณเสียง โดยวิธีการดังนี้

1. สำหรับ HS550, GX650 และ GX750 Series

1.1 กดปุ่ม “Home” ที่รีโมท
1.2 เลือก “การตั้งค่า”
1.3 เลือก “รีโมทและอุปกรณ์เสริม”
1.4 เลือก “เพิ่มอุปกรณ์เสริม”
1.5 เลือก “อุปกรณ์เสริม”
1.6 กด OK เพื่อจับคู่อุปกรณ์

2. สำหรับ JX700 และ JX800 Series

2.1 กดปุ่ม “Home” ที่รีโมท
2.2 เลือก “การตั้งค่า”
2.3 เลือก “อุปกรณ์เสริม”
2.4 เลือก “เพิ่มอุปกรณ์เสริม”
2.5 เลือก “อุปกรณ์เสริม”
2.6 กด OK เพื่อจับคู่อุปกรณ์

 

Q7: จะสะท้อนหน้าจอจากคอมพิวเตอร์/โน๊ตบุ๊ค ไปยัง Android TV ได้อย่างไร?

A7: วิธีการสะท้อนหน้าจอจากคอมพิวเตอร์ไปยัง Android TV โดยผ่านการแคสต์แท็บจาก Google Chrome ดังนี้

1. ทีวีและคอมพิวเตอร์ใช้อินเทอร์เน็ตในวง LAN เดียวกัน

2. คอมพิวเตอร์ต้องเป็น Window 10 ขึ้นไป

3. ติดตั้ง/อัปเดต Google Chrome เวอร์ชันล่าสุด (เวอร์ชัน 72 ขึ้นไป)

 

แคสต์แท็บ Web browser จากหน้า Chrome: การแสดงหน้าจอเฉพาะหน้าแท็บใน Google Chrome เท่านั้น

1. เปิดเบราเซอร์ Chrome ในคอมพิวเตอร์ และคลิกเมนู “เพิ่มเติม” (สัญลักษณ์จุด 3 จุด) ที่ด้านขวาบนของเบราเซอร์

2. เลือก “แคสต์…”

3. เลือกชื่ออุปกรณ์ทีวีของคุณ

4. หากต้องการสิ้นสุดการแคสต์ ให้คลิก “สัญลักษณ์แคสต์” ที่ด้านขวาของแถบ

5. เลือก “หยุดแคสต์”

 

 

แคสต์หน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่าน Chrome: การสะท้อนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Screen Mirroring)

1. เปิดเบราเซอร์ Chrome ในคอมพิวเตอร์ และคลิกเมนู “เพิ่มเติม” (สัญลักษณ์จุด 3 จุด) ที่ด้านขวาบนของเบราเซอร์

2. เลือก “แคสต์…”

3. คลิก “แหล่งที่มา”

4. เลือก “แคสต์หน้าจอ”

5. เลือกชื่ออุปกรณ์ทีวีของคุณ

 

 

แคสต์วิดีโอและสื่อ: การแคสต์วิดีโอและสื่อจากเว็บไซด์ YouTube

1. คลิก “สัญลักษณ์แคสต์” มุมขวาด้านล่าง ที่วิดีโอหรือสื่อที่ต้องการแคสต์

2. เลือกชื่อทีวีจากรายการอุปกรณ์ที่ใช้ได้

 

 

แคสต์ไฟล์เพลงและวิดีโอจากคอมพิวเตอร์

1. เปิดเบราเซอร์ Chrome ในคอมพิวเตอร์

2. เปิดไฟล์ที่ต้องการแคสต์ในแท็บ Chrome

3. ลากและวางไฟล์ลงในแท็บ Chrome หรือใช้แป้นพิมพ์ลัดดังนี้

  • Windows: Ctrl + O
  • MacCommand + O

4. เปิดเบราเซอร์ Chrome ในคอมพิวเตอร์ และคลิกเมนู “เพิ่มเติม” (สัญลักษณ์จุด 3 จุด) ที่ด้านขวาบนของเบราเซอร์

5. เลือก “แคสต์…”

6. เลือกชื่ออุปกรณ์ทีวีของคุณ

 

 

หากต้องการเพิ่มทางลัดใน Chrome ให้เพิ่มปุ่ม "แคสต์" ในแถบเครื่องมือ Chrome ด้วยวิธีการตรึงปุ่ม "แคสต์" ไว้กับแถบเครื่องมือ Chrome วิธีนี้ช่วยให้คุณเข้าถึงฟังก์ชันการแคสต์ได้ง่ายขึ้นจากทุกหน้าเว็บ โดยวิธีตรึงปุ่ม "แคสต์" ไว้กับแถบเครื่องมือ Chrome มีดังนี้

1. เปิดเบราเซอร์ Chrome ในคอมพิวเตอร์ และคลิกเมนู “เพิ่มเติม” (สัญลักษณ์จุด 3 จุด) ที่ด้านขวาบนของเบราเซอร์

2. เลือก “แคสต์…” ปุ่ม "แคสต์" จะปรากฏในแถบเครื่องมือชั่วคราว

3. คลิกขวาที่สัญลักษณ์ "แคสต์"

4. ทำเครื่องหมายถูก “แสดงไอคอนเสมอ”

 

 

Q8: แอปพลิเคชัน Facebook Watch ในแอนดรอยด์ทีวี (Android TV) เข้าใช้งานไม่ได้ แอปพลิเคชันแสดงข้อผิดพลาด “Unable to connect to the network. Please try again later.”

A8: เนื่องจากมีข้อจำกัดของตัวแอปพลิเคชัน Facebook Watch เอง ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ ใช้งานเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสัญญาณ ไวไฟ ฮอตสปอต (“Wi-Fi Hotspot) จึงทำให้แอปพลิเคชันแสดงข้อผิดพลาด แนะนำให้ใช้งานการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบ้าน ADSL หรือ Fiber Optic ในการใช้งานเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Facebook Watch ใน Android TV

 

ปัญหาการตั้งค่าการใช้งาน

 

Q1: สอบถามการตั้งค่าการใช้งานคำสั่งเสียง Far Field ใน Android TV HX750 Series

A1: วิธีการตั้งค่าการใช้งานคำสั่งเสียง Far Field ดังนี้

1. ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Gmail ใน Android TV

2. เปิดสวิตช์ไมโครโฟนที่อยู่ด้านหลังทีวี

3. เปลี่ยนภาษาเครื่องเป็นภาษาอังกฤษ

4. พูดคำว่า OK Google / Hey Google เพื่อใช้งาน Far Field (ระยะการใช้งานไม่เกิน 5 เมตร)

5. เมื่อพูดคำว่า OK Google / Hey Google ไฟของไมโครโฟนจะสว่างขึ้นและแสดงรูปกำลังฟังบนหน้าจอทีวี

 

Q2: Android TV Series JX700 และ JX800 ไม่พบสัญญาณ Wi-Fi 5GHz หลังจากการอัปเดตเวอร์ชั่นเป็น Android 11 ต้องทำอย่างไร?

A2: เกิดจากการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของระบบ Android หลังการอัปเดตระบบ Android เป็นเวอร์ชั่น 11 วิธีการแก้ปัญหาดังนี้

1. กดปุ่ม “HOME” ที่รีโมท

2. จากเมนูบนทีวี เลือก “การตั้งค่า”

3. เลือก “เครือข่ายและอินเตอร์เน็ต”

4. แนะนำให้กด “ปิด” Wi-Fi และ กด “เปิด” ใหม่ เพื่อให้ทำการเชื่อมต่อ Wi-Fi อีกครั้ง

 

Q3: ฉันจะแคสต์ไฟล์ภาพ/วิดีโอ และ สะท้อนหน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปยัง Panasonic Android TV ได้อย่างไร?

A3: เราขอแนะนำแอปพลิเคชัน CastPlay เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถส่งรูปภาพ, วิดีโอ, เพลงขึ้นจอทีวีและสามารถคัดลอกหน้าจอ(สะท้อนหน้าจอ)สมาร์ทโฟนไปยังทีวีได้ แนะนำการใช้งานดังนี้

1. สมาร์ทโฟนของคุณติดตั้งแอปพลิเคชัน CastPlay

2. ทีวีและสมาร์ทโฟนของคุณต้องใช้อินเตอร์เน็ตวง LAN เดียวกัน

3. การใช้งานโดยสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน CastPlay บนสมาร์ทโฟนดังนี้

3.1 แอปพลิเคชัน CastPlay บนสมาร์ทโฟน เลือกจับคู่กับทีวีโดยกดที่รูปสัญลักษณ์"แคสต์"
3.2 เลือกชื่ออุปกรณ์ของคุณ

 

 

3.3 หลังสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับทีวีแล้ว หน้าจอทีวีจะแสดงคำว่า iCasting

3.4 สมาร์ทโฟนสามารถเลือกการใช้งานแคสต์ตามหัวข้อดังนี้

3.4.1 ส่งรูปขึ้นจอทีวี
3.4.2 ส่งวิดีโอขึ้นจอทีวี
3.4.3 ส่งเพลงขึ้นจอทีวี
3.4.4 คัดลอกหน้าจอ (สะท้อนหน้าจอ)

4. หากต้องการยกเลิกแคสต์ ที่แอปพลิเคชัน CastPlay บนสมาร์ทโฟน ให้กดที่รูปสัญลักษณ์"แคสต์" แล้วกด หยุดแคสต์